วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม



หมวด ๓
โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม

          มาตรา ๑๗๒  โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และ[1]ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะ[2]ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
          ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม  ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ
          มาตรา ๑๗๓  ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น[3] เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้
          มาตรา ๑๗๔  การใดเป็นโมฆะแต่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ ถ้าสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า หากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้ว  ก็คงจะได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะนั้น
          มาตรา ๑๗๕  โมฆียะกรรมนั้น [4]บุคคลต่อไปนี้จะ[5]บอกล้างเสียก็ได้
          () ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม

          () บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีแต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์
          () บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือ ถูกข่มขู่
          () บุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว
          ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้
          มาตรา ๑๗๖  โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน
          ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ
          ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม
          มาตรา ๑๗๗  ถ้าบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา ๑๗๕  ผู้หนึ่งผู้ใด ได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม  ให้ถือว่าการนั้นเป็นอันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก
          มาตรา ๑๗๘  การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ย่อมกระทำได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดได้แน่นอน
          มาตรา ๑๗๙  การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว
          บุคคลซึ่งศาลได้สั่งเป็นคนไร้ความสามารถ  คนเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลวิกลจริต  ผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐  จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่งโมฆียะกรรมนั้นภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกล แล้วแต่กรณี
          ทายาทของบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่เวลาที่ผู้ทำนิติกรรมนั้นถึงแก่ความตาย เว้นแต่สิทธิที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ตายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
          บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับ  ถ้าการให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
          มาตรา ๑๘๐  ภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา ๑๗๙  ถ้ามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียะกรรมโดยการกระทำของบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา ๑๗๕  ถ้ามิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใดให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน
          () ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
          () ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว
          () ได้มีการแปลงหนี้ใหม่
          () ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น
          () ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
          () ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
          มาตรา ๑๘๑  โมฆียะกรรมนั้นจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น


[1] ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ หากนิติกรรมที่กล่าวอ้างเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน เช่น บุคคลผู้สืบสิทธิหรือรับโอนสิทธิจากคู่กรณี
[2] เป็นโมฆะย่อมถือเสมือนว่าไมมีการทำนิติกรรมไม่จำเป็นต้องเพิกถอนอีก,มิได้กำหนดระยะเวลาไว้ไม่มีการจำกัดเวลาและไม่อยู่ภายใต้บังคับกำหนดอายุความม.๑๙๓/๓๐ ๓๔๒๓/๔๙ เช่นสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายโดยไม่สุจริตไม่มีการชำระเงินกันจริง เป็นโมฆะตาม ๑๕๕ ไม่ใช่ม.๒๓๗ ไม่อยู่ในบังคับ ๑ปี
[3] สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมาย(อันเป็นดอกเบี้ยต้องห้ามตามม.๖๕๔และพรบ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯม.๓(ก) เรียกเงินต้นได้ แต่เรียกดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สามารถเรียกดอกเบี้ยตามม.๒๒๔ ได้,โจทก์ฟ้อง พรบ.เช็ค ฯต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ผลของสัญญาประนีประนอมย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป ม.๘๕๒โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอม แม้จะเลยจะไม่ชำระหนี้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก ดังนั้นหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีเป็นอันเลิกกันตามพรบ.ว่าด้วยความรับผิดจากการใช้เช็คม.๗ คดีย่อมระงับตามปวิอ.ม.๓๙ ถึงแม้สัญญาประนีประนอมจะมีข้อยกเว้นว่าการตกลงประนีประนอมไม่มีผลในคดีอาญาแต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นวัตถุประสงค์ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งตกเป็นโมฆะ ๑๕๐ ข้อตกลงแยกออกจากต่างหากจากสัญญาประนีประนอมฯข้ออื่นได้ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งหมดม.๑๗๓,สัญญาประนีประนอมยอมความตามกันในคดีแพ่งโดยมีข้อตกลงที่ให้มีการถอนฟ้องคดีอาญาอยู่ด้วยแม้ข้อตกลงคดีอาญามีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบฯ ซึ่งตกเป็นโมฆะตามม.๑๕๐ ก็ถือว่าเป็นส่วนที่แยกออกจากข้อตกลงประนีประนอมส่วนอื่นที่สมบูรณ์ได้,การนำจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด มาแทนเป็นเงินที่ต้องชำระตามสัญญาชื้อขายบ้านและที่ดิน แม้ราคาที่กำหนดในสัญญาซื้อขายจะรวมเอาต้นเงินซึ่งผู้ให้กู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมายไว้ด้วยก็ตาม ก็ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะทั้งหมด(สัญญาชื้อขายเป็นโมฆะทั้งหมด)(มิได้เจตนาแบ่งแยกซื้อขายที่พิพาทบางส่วนในราคาเท่ากับต้นเงินที่ค้างชำระ) โจทก์ฟ้องขับไล่ไม่ได้ ๑๐๘๕๒/๒๕๕๑
[4] ม.๑๗๕ ระบุบุคคลไว้แล้วหากเป็นบุคคลอื่นนอกจากที่กฎหมายบัญญัติจึงไม่มีสิทธิบอกล้าง
[5] กรณีถือว่าเป็นการบอกล้าง กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ การที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาอ้างว่าถูกข่มขู่ถือว่าเป็นการบอกล้าง

การแสดงเจตนา ม.๑๕๙-๑๗๑


          มาตรา ๑๕๙  การแสดงเจตนา[1]เพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
          การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
          ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะ[2]ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกการแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น
          มาตรา ๑๖๐  การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา ๑๕๙ ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
          มาตรา ๑๖๑  ถ้ากลฉ้อฉล[3]เป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้
          มาตรา ๑๖๒  ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง[4]จงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ การนั้นจะเป็นกลฉ้อฉล  หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
          มาตรา ๑๖๓  ถ้าคู่กรณีต่างได้กระทำการโดยกลฉ้อฉลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะกล่าวอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อบอกล้างการนั้น หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้
          มาตรา ๑๖๔  การแสดงเจตนา[5]เพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
          การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น  [6]จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง  และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
          มาตรา ๑๖๕  การขู่ว่าจะ[7]ใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
          การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่
          มาตรา ๑๖๖  การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่
          มาตรา ๑๖๗  ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ให้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนาตลอดจนพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการนั้นด้วย
          มาตรา ๑๖๘  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น  ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลหนึ่งแสดงเจตนาไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งโดยทางโทรศัพท์ หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน
          มาตรา ๑๖๙  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่า[8]มีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล
          การแสดงเจตนาที่[9]ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
          มาตรา ๑๗๐  การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี ของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว
          ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง
          มาตรา ๑๗๑  ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร


[1] กรณีที่มีการตกลงทำสัญญาชื้อขายที่ดินหรือทรัพย์พิพาทเพราะถูกคู่กรณีใช้อุบายหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงไว้เพื่อหลอกให้ทำสัญญาถือว่าตกลงชื้อขายเป็นการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉลเช่นจำเลยหลอกลวงว่าจำระด้วยเช็คและจำเลยมีฐานะดี ,ไม่เคยไปดูที่และจำเลยบอกว่าเนื้อที่ตรงตามส.ค.๑,ชี้ให้ดูที่ดินแปลงอื่นปกปิดเรื่องมีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน๕ไร่จาก๑๖ไร่,จำเลยทราบดีว่าที่ดินของตนมีน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด แต่มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบขณะทำการซื้อขาย จึงเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เป็นการกระทำฉ้อฉลโจทก์ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะใช้อายุความ ๑๐ ปี ๑๙๓/๓๐ ฎ ๙๓๔๗/๒๕๕๑
[2] ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลนอก จะเป็นโมฆียะเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น หากเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวแม้คู่กรณีอีกฝ่ายจะไม่รู้หรือควรจะได้รู้ก็เป็นโมฆียะ
[3] กลฉ้อฉลเพื่อเหตุได้แก่ เจตนาซื้อเครื่องจักรอยู่แล้วจำเลยร่วมกันกลฉ้อฉลให้ซื้อราคาแพงกว่าปกติ,จำเลยโฆษณาว่ารถรุ่นใหม่สีเดิมแต่ที่จริงเปลี่ยนสีมาหลายครั้ง แต่รถยนต์ยังเป็นยี่ห้อเดิมที่โจทก์ต้องการชื้อ กลฉ้อฉลมิได้ถึงขนาดถ้ามิได้มีจะไม่ซื้อ เพียงแต่ยอมรับข้อกำหนดหนักขึ้นเท่านั้น
[4] กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง  อ้างว่ามีที่ดิน ๑๐ ไร่ จริงมี ๔ ไร่ปรากฏว่าซื้อเพื่อขายให้บุคคลอื่นดังนี้จำนวนที่ดินถือว่าเป็นสาระสำคัญ,ทราบว่ามีการเวนคืนที่ดิน,การนิ่งเสียไม่แจ้งข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายมิได้รู้อันจะถือว่าเป็นการฉ้อฉลตาม.๑๖๒ นั้นต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นมีหน้าที่ควรจะบอกจริงดังกล่าวด้วย กรณีไม่มีหน้าที่ต้องบอก ได้แก่ มีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะขาย
[5] ตกลงซื้อขายที่ดินในสัญญาระบุว่า ๒๙ ไร่ วันจดทะเบียนได้ออกโฉนดมีที่ ๒๕ ไร่ขาดไป ๔ ไร่ปกติผู้ซื้อบอกปัดหรือจะรับไว้และใช้ราคาตามส่วน แต่โจทก์ไม่ทำแต่ได้ชำระเงินพร้อมกับทำสัญญากู้ยืมเงินครบตามราคาและออกเช็คล่วงหน้าโดยอ้างว่าการที่ทำสัญญายอมเพราะถูกขู่ว่าไม่ชำระเงินเต็มตามจำนวน จะไม่โอนที่ดินและจะทำให้เสียชื่อเสียงทางการค้าและมีภัยจากมวลชนที่ตกลงซื้อที่ดินในโครงการ เป็นเพียงการหาทางให้จำเลยชำระราคาที่เต็มตามที่ตกลงในสัญญาหาเป็นการข่มขู่อันถึงขนาดจะทำให้บันทึกเป็นโมฆะ ๕๒๔/๒๕๕๒
[6] ต้องใกล้จะถึงและถึงขนาด เช่นไม่ใช่เจ้าของรถแต่กลับกล่าวหาว่าโจทก์ถอนเอาอุปกรณ์ของรถคันดังกล่าวไปขายอันเป็นความผิดฐานยักนอกและบังคับให้ซื้อรถหากไม่ซื้อจะดำเนินคดี ,โจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจเบิกถอนเงินของบริษัท โจทก์ได้เบิกเงินของบริษัทมาใช้ต่อรองกับจำเลยซึ่งได้มีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวให้ใช้เงินค่าชดเชยอันเป็นการส่วนตัว๑๗๒๔/๔๘,กรณีไม่ใช่การข่มขู่เช่น  เข้าไปทวงหนี้พูดจากับลูกค้าว่าสินค้าโจทก์ไม่มีคุณภาพและบอกร้านค้าใกล้เคียงว่าเป็นหนี้ไม่ชำระ เป็นเพียงพฤติการณ์และการกระทำการที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น ไม่เป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาด ๒๖๒๔/๒๕๕๑
[7] การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ก็คือ การขู่ว่าจะใช้สิทธิอันผู้ขู่นั้นมีอยู่โดยวิธีการปกติที่ผู้มีสิทธิอย่างผู้ขู่เยาใช้กันนั้นเองทั้งสิทธิตามปกตินิยมนี้ต้องเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เช่น ขู่ว่าไม่ทำหนังสือรับสภาพหนี้จะไม่ส่งสินค้า  ,การไฟฟ้าแจ้งผู้ใช้บริการนำเงินค่าละเมิดมาใช้ไม่ชำระจะตัดไฟฟ้า,ทำสัญญาประนีประนอมไม่ยอมจะฟ้องเสียชื่อเสียง,ลูกจ้างทุจริตการเงินไม่ยอมลาออกจะดำเนินคดี,ทำสัญญาชื้อที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยมีที่ดินสาธารณะปนไม่ยอมคืนเงินจะจะฟ้องให้ติดคุก
[8] การแสดงเจตนาไปถึงผู้รับ ไม่ว่าผู้รับการแสดงเจตนาจะยอมรับหรือไม่หรือมีผู้รับไว้แทนหรือไม่ หรือไม่มีผู้ใดยอมรับก็ตามเช่น ส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้โดยมีบุคคลระบุว่าเป็นย่ารับแทน,เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปส่งให้ผู้เช่าที่ภูมิลำเนาแม้ไม่พบผู้เช่าและไม่มีผู้ใดรับไว้,คู่กรณีที่เป็นนิติบุคคลแม่ไม่มีตัวแทนของจำเลยเป็นผู้รับเอกสารก็ถือว่าไปถึงผู้รับแล้ว
[9] หลักของมาตรา ๑๖๙ ต้องดูเทียบกับมาตรา ๓๖๐ หมายความว่าหากเป็นเรื่องของการแสดงเจตนาเรื่องการทำคำเสนอและคำสนองตามม.๓๖๐ ได้บัญญัติว่ามิให้นำม.๑๖๙ วรรคสองมาใช้บังคับ หากขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดงหรือว่าก่อนจะสนองรับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้เสนอตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ เช่น สัญญาเช่ามีข้อกำหนดว่าครบสัญญาผู้ให้เช่าจะให้ผู้เช่าอยู่ต่อไป ผู้ให้เช่าตายคำมั่นไม่ระงับ แต่คำมั่นมีผลผูกพันในการต่ออายุครั้งต่อไป การที่แสดงเจตนาสนองรับเป็นเรื่อง ม.๓๖๐ เมื่อจำเลยทราบว่าผู้ให้เช่าตายและทราบว่าผู้ให้เช่าตายย่อมไม่มีผลบังคับและไม่ตกทอดไปถึงทายาท  หนังสือต่อสัญญาจึงไร้ผล

การแสดงเจตนา ๑๕๔-๑๕๘




หมวด ๒
การแสดงเจตนา

          มาตรา ๑๕๔  การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม [1]หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่  เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น
          มาตรา ๑๕๕  การแสดง[2]เจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้[3]บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้
          ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่อ[4]อำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ
          มาตรา ๑๕๖  การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ
          ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่งได้แก่ ความสำคัญผิด[5]ในลักษณะของนิติกรรม  ความสำคัญผิด[6]ในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิด[7]ในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม[8]เป็นต้น
          มาตรา ๑๕๗  การแสดงเจตนา[9]โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ
          ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง  ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
          มาตรา ๑๕๘  ความสำคัญผิดตามมาตรา ๑๕๖ หรือมาตรา ๑๕๗ ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนาบุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้
       





[1] ทำบันทึกระบุว่าเป็นหนี้ตามเช็คโดยมิได้ระบุว่าทำการแทนบริษัทแสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเป็นเข้าเป็นลูกหนี้อีกคนหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่รู้เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น ๗๖๐๒/๒๕๕๓ ,

[2] การแสดงเจตนาลวง หมายความว่า การแสดงเจตนาที่คู่กรณีทั้งสองรู้กันอยู่ว่าตนไม่ได้ประสงค์ที่จะให้การแสดงเจตนาที่ออกมานั้นมีผลผูกพันกันตามกฎหมายจริงๆ แต่กระทำไปเพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นไดมีการทำนิติกรรมกันจริงๆ เช่น จดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีแต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูเสมือนมิได้หย่า(๕๖๙๐/๕๒),การสมคบกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินไม่มีการชำระเงินกันจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหนี้บังคับโอนที่ดินตามสัญญา,เจ้าของที่ดินโอนขายที่ดินให้ผู้อื่นโดยมิได้ซื้อขายกันจริง,เจ้าของที่ดินทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินให้ผู้อื่นโดยมิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หาแต่กระทำไปเพื่อที่จะให้ผู้นำที่ดินไปจำนองไว้กับสหกรณ์แล้วเอาเงินมาให้เจ้าของที่ดินใช้สอย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะและเป็นผลให้ที่ดินดังกล่าวไม่เคยตกทอดไปเป็นของผู้รับแต่ยังคงเป็นเจ้าของดินมาโดยตลอด (๑๐๑๖/๑๓),การทำโอนสิทธิตามสัญญาเช่าชื้อเพราะต้องการบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านทางเข้าออก๖๘๘๖/๒๕๔๒ป,เมื่อเป็นโมฆะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นได้ตาม ม๑๗๒,

[3] จะยกสู้บุคคลภายนอกที่กระทำโดยสุจริต และ ต้องเสียหาย  สุจริตหมายความว่าไม่รู้ถึงการที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันแล้ว และบุคคลภายนอกต้องเสียหายก็จะยกขึ้นสู้บุคคลภายนอก และเมื่อบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองเช่นนั้นแล้วบุคคลที่ได้รับโอนทรัพย์ต่อจากบุคคลภายนอกก็ย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกันเช่นจำเลยที่ ๑ชื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อโอนให้แก่จำเลยที่๒จำเลยที่๓ ๆ ก็ได้รับความคุ้มครอง

[4] อำพรางนิติกรรมอื่น หมายความว่าเป็นเรื่องที่คู่กรณีแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรมนิติกรรมแสดงให้ปรากฎออกมาโดยไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามกฎหมายส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งอำพรางปกปิดไว้ โดยคู่กรณีประสงค์ให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้มีผลบังคับ (เพราะฉะนั้นนิติกรรมต้องเป็นคู่กรณีเดียวกัน) เช่นทำสัญญาขายฝากอำพรางนิติกรรมกู้ยืมต้องบังคับตามสัญญาขายฝากโดยถือว่าสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานว่าได้มีการกู้ยืมและมอบโฉนดที่ดินให้อีกฝ่ายไว้ประกันเงินกู้เท่านั้น (ฎ๔๖๘๖/๕๒),ไม่มีสิทธิเรียกให้คืนโฉนด แต่สัญญาขายฝากพิพากษาให้เพิกถอน,สัญญาขายฝาก อำพรางนิติกรรมจำนอง ขายฝากเป็นโมฆะตาม ๑๕๕ว.๑ ต้องบังคับจำนองตาม ๑๕๕ว.๒ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโมฆะตาม๗๑๔ แต่ถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม,ชื้อขายอำพรางกู้เงิน บังคับตามสัญญากู้เงินและถือว่าสัญญาชื้อขายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินม.๖๕๓,เจตนาทำขายฝาก อำพรางเป็นชื้อขาย ชื้อขายเป็นโมฆะ บังคับตามขายฝาก แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ม.๔๙๑ ประกอบม.๔๕๖ เป็นโมฆะผลเป็นไปตาม ๑๗๒ ว.๒ จะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมตามหลักว่าด้วยลาภมิควรได้,เจตนาทำสัญญาให้ที่ดินแต่อำพรางเป็นซื้อขาย สัญญาให้เป็นโมฆะ๑๕๕ว.๑ บังคับตามสัญญาชื้อขาย ๑๕๕ว.๒ การจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงมีค่าตอบแทนกับไม่มีค่าตอบแทนย่อมถือได้ว่ามีการจะเบียนขายทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนแล้ว(ม.๔๕๖,๕๒๕)๖๓๔๒/๕๒,กรณีคู่กรณีตั้งใจทำนิติกรรมอย่างหนึ่งแต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับโดยขอให้ทำนิติกรรมอีกอย่างหนึ่งและฝ่ายแรกก็ตกลงไม่เป็นนิติกรรมอำพรางเพราะถือว่าคู่กรณีมีความประสงค์จะผูกพันกันตามนิติกรรมที่ทำขึ้นอำพรางเช่นต้องการซื้อรถเงินไม่พอ จึงให้โจทก์ชำระเงินให้ผู้ขาย แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อจำนั้นทำเป็นสัญญาเช่าชื้อไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาชื้อขายอำพรางเช่าชื้อ๒๘๙๙/๒๕๔๕,

[5] เจตนาขายไม่มีเจตนาจำนอง ,ให้มารดาซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกรับมรดกและโอนขายให้จำเลยโดยอาศัยความไม่รู้หนังสือ ,จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมให้เจ้าของลงนามโดยหลอกว่าเป็นสัญญาเช่าจริงเป็นมอบอำนาจให้ขายนา

[6] จำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิมาหลอกขายให้โจทก์โดยโจทก์เข้าใจว่ามีสิทธิครอบครองโอนสิทธิและเอาไปออกเอกสารสิทธิได้เป็นการสำคัญผิด,ทำสัญญาเช่าโอยเข้าใจว่าผู้นั้นยังเป็นเจ้าของ,การรับจำนองจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน

[7] ชี้ให้ดูที่ดินของบุคคลอื่นว่าเป็นแปลงเดียวกับที่ดินจะขายถือว่าไม่ได้เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง(เป็นการสำคัญผิดในทรัพย์สินที่จะต้องส่งมอบแก่กันตามสัญญาชื้อขายโดยสัญญาซื้อขายถือเอาตัวทรัพย์เป็นสาระสำคัญ

[8] ความสำคัญผิดอื่นๆ ได้แก่ สัญญาชื้อขายที่สำคัญผิดในราคา ,สัญญาประกันชีวิตสำคัญผิดว่าผู้ขอเอาประกันมีชีวิตอยู่,กรณีมิใช่ความสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ ได้แก่ โจทก์จดทะเบียนให้แก่จำเลยเพราะหลงเชื่อว่าจำเลยได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีบุตรแล้วเป็นเรื่องโจทก์แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล ซึ่งหากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวการจดทะเบียนโอนที่ดินคงมิได้เกิดขึ้น

[9]ม.๑๕๗ การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของบุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นกรณีที่ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นได้มีการแสดงเจตนาทำนิติกรรมกับบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมโดยถูกต้องแล้ว เพียงแต่ผู้แสดงเจตนานั้นสำคัญผิดว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นมีคุณสมบัติอย่างใดที่ปรากฎในภายหลังว่าไม่ตรงต่อความจริง,
ตามสัญญาจะซื้อขายคอนโดตั้งอยู่บนที่ดิน ๓๘๐ ตารางวา แต่ความจริง ๒๐๐ ตารางวา เป็นผิดเงื่อนไขสัญญา การผิดเงื่อนไขในเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุด มิใช่สาระสำคัญแห่งการทำสัญญา มิใช่สาระสำคัญแห่งการทำสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นโมฆะ เพราะเป็นการตกลงจะซื้อจะขายอาคารชุดมิใช่ที่ดิน ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นวัตถุของนิติกรรม การผิดเงื่อนไขในจำนวนเนื้อที่ดินจึงเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดอันเป็นโมฆียะ ม.๑๕๗ ต้องบอกล้างภายใน ๑ ปี หรือ ๑๐ ปีตามม.๑๘๑ ฎ๒๔๙๓/๒๕๕๓ ,ตกลงซื้อห้องชุด ๘ห้องโดยมีความประสงค์ได้ห้องบนสุด การที่จำเลยไปขออนุญาตดัดแปลงไปจาก ๒๗ เป็น๓๐ ชั้น ไม่แจ้งให้จำเลยทราบต่อมาจำเลยรับโอนโดยเข้าใจว่าเป็นชั้นบนสุด  นิติกรรมการโอนเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ทราบคงไม่รับโอน ผลเป็นโมฆียะ มีสิทธิบอกล้างตาม ม.๑๗๖เมื่อไม่บอกล้างห้องยังเป็นของโจทก์อยู่ การที่โจทก์โอนห้องชุดคืนให้จำเลยและจำเลยโอนชั้นที่ ๒๙และชั้นที่ ๓๐ ให้ถือว่าต่างโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กัน อันเป็นการแลกเปลี่ยนให้นำลักษณะซื้อขายมาใช้ ค่าธรรมเนียมต้องออกใช้เท่ากัน ม.๔๕๗ (๕๑๘,๕๑๙)ฎ ๓๙๔๒/๒๕๕๓ ,ทำสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษโดยโจทก์ไม่รู้ว่ามีที่ดินราชพัสดุคั่นอยู่ เป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งปกติเป็นสาระสำคัญ การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ และไม่ใช่กรณีเรื่องความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าตามม.๕๔๙,๕๕๑ เมื่อมีหนังสือบอกเลิกสัญญามีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ต้องคืนสู่ฐานะดังเป็นอยู่เดิมตามม.๑๗๖ ฎ๓๑๐๕/๒๕๕๓ ,ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจปลูกบ้าน ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดิน ๒ใน ๓ ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลจึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคาร ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งโดยปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ม.๑๕๗ ฎ ๓๒๘๕/๒๕๕๓,ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารเพื่อประกอบกิจการโดยไม่รู้ที่ดินและอาคารดังกล่าวถูกเวรคืน,การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่มีคำสั่งห้ามโอนเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะชื้อ,หรือไม่รู้ว่าอยู่ในเขตห้าก่อสร้าง,กรณีไม่ใช่การสำคัญผิด ได้แก่ ทำสัญญาประนีประนอมยอมขายให้เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นทายาทของเจ้ามรดกเป็นเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดต่อฐานะทางกฎหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลซึ่งตามปกติย่อมเป็นสาระสำคัญไม่เป็นโมฆียะ,ผลของการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดได้แก่ เมื่ออีกฝ่ายบอกล้างการอันเป็นโมฆียะเป็นโมฆะมาตั้งแต่แรกคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามม.๑๗๖ ไม่มีความผูกพันและต้องบอกล้างภายใน ๑ ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตนาบันได้หรือภายใน ๑๐ ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมม.๑๘๑,การผิดเงื่อนไขในเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารชุดมิใช่สาระสำคัญเพราะจะซื้อขายอาคารชุดมิใช่ที่ดินห้องชุดเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมการผิดเงื่อนไขจำนวนที่ดินจึงเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติเป็นโมฆียะต้องบอกล้างภายในเวลาที่กำหนดม.๑๘๑,รถยนต์ที่จำเลยเช่าชื้อมีสภาพเก่าแต่เป็นคันเดียวตรงกับสภาพการเช่าชื้อต่อมาพบว่าหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์มีการปลอมแปลงไม่ตรงกับที่เช่าชื้อเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ๕๖๘/๔๑