มาตรา ๑๕๙ การแสดงเจตนา[1]เพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง
จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว
การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะ[2]ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกการแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น
มาตรา ๑๖๐ การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา
๑๕๙ ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
มาตรา ๑๖๑ ถ้ากลฉ้อฉล[3]เป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ
คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่
แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้
มาตรา ๑๖๒ ในนิติกรรมสองฝ่าย
การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง[4]จงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้
การนั้นจะเป็นกลฉ้อฉล
หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น
นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา ๑๖๓ ถ้าคู่กรณีต่างได้กระทำการโดยกลฉ้อฉลด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะกล่าวอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อบอกล้างการนั้น
หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้
มาตรา ๑๖๔ การแสดงเจตนา[5]เพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น [6]จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง
และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว
ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา ๑๖๕ การขู่ว่าจะ[7]ใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง
ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่
มาตรา ๑๖๖ การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่
มาตรา ๑๖๗ ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด
กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ให้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย
และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนาตลอดจนพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ
อันเกี่ยวกับการนั้นด้วย
มาตรา ๑๖๘ การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น
ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลหนึ่งแสดงเจตนาไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งโดยทางโทรศัพท์
หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน
มาตรา ๑๖๙ การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่า[8]มีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา
แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา
การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล
การแสดงเจตนาที่[9]ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป
แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย
หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
มาตรา ๑๗๐ การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล
หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี ของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย
หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ
ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง
มาตรา ๑๗๑ ในการตีความการแสดงเจตนานั้น
ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร
[1] กรณีที่มีการตกลงทำสัญญาชื้อขายที่ดินหรือทรัพย์พิพาทเพราะถูกคู่กรณีใช้อุบายหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงไว้เพื่อหลอกให้ทำสัญญาถือว่าตกลงชื้อขายเป็นการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉลเช่นจำเลยหลอกลวงว่าจำระด้วยเช็คและจำเลยมีฐานะดี
,ไม่เคยไปดูที่และจำเลยบอกว่าเนื้อที่ตรงตามส.ค.๑,ชี้ให้ดูที่ดินแปลงอื่นปกปิดเรื่องมีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน๕ไร่จาก๑๖ไร่,จำเลยทราบดีว่าที่ดินของตนมีน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด
แต่มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบขณะทำการซื้อขาย จึงเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง
เป็นการกระทำฉ้อฉลโจทก์ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะใช้อายุความ ๑๐ ปี ๑๙๓/๓๐ ฎ
๙๓๔๗/๒๕๕๑
[2]
ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลนอก
จะเป็นโมฆียะเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น หากเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวแม้คู่กรณีอีกฝ่ายจะไม่รู้หรือควรจะได้รู้ก็เป็นโมฆียะ
[3]
กลฉ้อฉลเพื่อเหตุได้แก่
เจตนาซื้อเครื่องจักรอยู่แล้วจำเลยร่วมกันกลฉ้อฉลให้ซื้อราคาแพงกว่าปกติ,จำเลยโฆษณาว่ารถรุ่นใหม่สีเดิมแต่ที่จริงเปลี่ยนสีมาหลายครั้ง
แต่รถยนต์ยังเป็นยี่ห้อเดิมที่โจทก์ต้องการชื้อ
กลฉ้อฉลมิได้ถึงขนาดถ้ามิได้มีจะไม่ซื้อ เพียงแต่ยอมรับข้อกำหนดหนักขึ้นเท่านั้น
[4]
กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง
อ้างว่ามีที่ดิน ๑๐ ไร่ จริงมี ๔
ไร่ปรากฏว่าซื้อเพื่อขายให้บุคคลอื่นดังนี้จำนวนที่ดินถือว่าเป็นสาระสำคัญ,ทราบว่ามีการเวนคืนที่ดิน,การนิ่งเสียไม่แจ้งข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายมิได้รู้อันจะถือว่าเป็นการฉ้อฉลตาม.๑๖๒
นั้นต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นมีหน้าที่ควรจะบอกจริงดังกล่าวด้วย
กรณีไม่มีหน้าที่ต้องบอก ได้แก่ มีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะขาย
[5] ตกลงซื้อขายที่ดินในสัญญาระบุว่า
๒๙ ไร่ วันจดทะเบียนได้ออกโฉนดมีที่ ๒๕ ไร่ขาดไป ๔ ไร่ปกติผู้ซื้อบอกปัดหรือจะรับไว้และใช้ราคาตามส่วน
แต่โจทก์ไม่ทำแต่ได้ชำระเงินพร้อมกับทำสัญญากู้ยืมเงินครบตามราคาและออกเช็คล่วงหน้าโดยอ้างว่าการที่ทำสัญญายอมเพราะถูกขู่ว่าไม่ชำระเงินเต็มตามจำนวน
จะไม่โอนที่ดินและจะทำให้เสียชื่อเสียงทางการค้าและมีภัยจากมวลชนที่ตกลงซื้อที่ดินในโครงการ
เป็นเพียงการหาทางให้จำเลยชำระราคาที่เต็มตามที่ตกลงในสัญญาหาเป็นการข่มขู่อันถึงขนาดจะทำให้บันทึกเป็นโมฆะ
๕๒๔/๒๕๕๒
[6]
ต้องใกล้จะถึงและถึงขนาด
เช่นไม่ใช่เจ้าของรถแต่กลับกล่าวหาว่าโจทก์ถอนเอาอุปกรณ์ของรถคันดังกล่าวไปขายอันเป็นความผิดฐานยักนอกและบังคับให้ซื้อรถหากไม่ซื้อจะดำเนินคดี
,โจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจเบิกถอนเงินของบริษัท
โจทก์ได้เบิกเงินของบริษัทมาใช้ต่อรองกับจำเลยซึ่งได้มีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ
เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวให้ใช้เงินค่าชดเชยอันเป็นการส่วนตัว๑๗๒๔/๔๘,กรณีไม่ใช่การข่มขู่เช่น
เข้าไปทวงหนี้พูดจากับลูกค้าว่าสินค้าโจทก์ไม่มีคุณภาพและบอกร้านค้าใกล้เคียงว่าเป็นหนี้ไม่ชำระ
เป็นเพียงพฤติการณ์และการกระทำการที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น
ไม่เป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาด ๒๖๒๔/๒๕๕๑
[7]
การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ก็คือ
การขู่ว่าจะใช้สิทธิอันผู้ขู่นั้นมีอยู่โดยวิธีการปกติที่ผู้มีสิทธิอย่างผู้ขู่เยาใช้กันนั้นเองทั้งสิทธิตามปกตินิยมนี้ต้องเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เช่น
ขู่ว่าไม่ทำหนังสือรับสภาพหนี้จะไม่ส่งสินค้า
,การไฟฟ้าแจ้งผู้ใช้บริการนำเงินค่าละเมิดมาใช้ไม่ชำระจะตัดไฟฟ้า,ทำสัญญาประนีประนอมไม่ยอมจะฟ้องเสียชื่อเสียง,ลูกจ้างทุจริตการเงินไม่ยอมลาออกจะดำเนินคดี,ทำสัญญาชื้อที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยมีที่ดินสาธารณะปนไม่ยอมคืนเงินจะจะฟ้องให้ติดคุก
[8]
การแสดงเจตนาไปถึงผู้รับ ไม่ว่าผู้รับการแสดงเจตนาจะยอมรับหรือไม่หรือมีผู้รับไว้แทนหรือไม่
หรือไม่มีผู้ใดยอมรับก็ตามเช่น
ส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้โดยมีบุคคลระบุว่าเป็นย่ารับแทน,เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปส่งให้ผู้เช่าที่ภูมิลำเนาแม้ไม่พบผู้เช่าและไม่มีผู้ใดรับไว้,คู่กรณีที่เป็นนิติบุคคลแม่ไม่มีตัวแทนของจำเลยเป็นผู้รับเอกสารก็ถือว่าไปถึงผู้รับแล้ว
[9]
หลักของมาตรา ๑๖๙ ต้องดูเทียบกับมาตรา ๓๖๐
หมายความว่าหากเป็นเรื่องของการแสดงเจตนาเรื่องการทำคำเสนอและคำสนองตามม.๓๖๐
ได้บัญญัติว่ามิให้นำม.๑๖๙ วรรคสองมาใช้บังคับ
หากขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดงหรือว่าก่อนจะสนองรับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า
ผู้เสนอตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ เช่น
สัญญาเช่ามีข้อกำหนดว่าครบสัญญาผู้ให้เช่าจะให้ผู้เช่าอยู่ต่อไป ผู้ให้เช่าตายคำมั่นไม่ระงับ
แต่คำมั่นมีผลผูกพันในการต่ออายุครั้งต่อไป การที่แสดงเจตนาสนองรับเป็นเรื่อง
ม.๓๖๐
เมื่อจำเลยทราบว่าผู้ให้เช่าตายและทราบว่าผู้ให้เช่าตายย่อมไม่มีผลบังคับและไม่ตกทอดไปถึงทายาท หนังสือต่อสัญญาจึงไร้ผล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น