วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การแสดงเจตนา ม.๑๕๙-๑๗๑


          มาตรา ๑๕๙  การแสดงเจตนา[1]เพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
          การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
          ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะ[2]ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลภายนอกการแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น
          มาตรา ๑๖๐  การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตามมาตรา ๑๕๙ ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต
          มาตรา ๑๖๑  ถ้ากลฉ้อฉล[3]เป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้
          มาตรา ๑๖๒  ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง[4]จงใจนิ่งเสียไม่แจ้งข้อความจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ การนั้นจะเป็นกลฉ้อฉล  หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
          มาตรา ๑๖๓  ถ้าคู่กรณีต่างได้กระทำการโดยกลฉ้อฉลด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะกล่าวอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อบอกล้างการนั้น หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้
          มาตรา ๑๖๔  การแสดงเจตนา[5]เพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
          การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น  [6]จะต้องเป็นการข่มขู่ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง  และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัว ซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
          มาตรา ๑๖๕  การขู่ว่าจะ[7]ใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
          การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่
          มาตรา ๑๖๖  การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะแม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่
          มาตรา ๑๖๗  ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือการข่มขู่ให้พิเคราะห์ถึงเพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนาตลอดจนพฤติการณ์และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการนั้นด้วย
          มาตรา ๑๖๘  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น  ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลหนึ่งแสดงเจตนาไปยังบุคคลอีกคนหนึ่งโดยทางโทรศัพท์ หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือโดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน
          มาตรา ๑๖๙  การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้าให้ถือว่า[8]มีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อนหรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล
          การแสดงเจตนาที่[9]ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลังการแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย  หรือถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
          มาตรา ๑๗๐  การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี ของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ด้วย หรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว
          ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์หรือคนเสมือนไร้ความสามารถกระทำได้เองโดยลำพัง
          มาตรา ๑๗๑  ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร


[1] กรณีที่มีการตกลงทำสัญญาชื้อขายที่ดินหรือทรัพย์พิพาทเพราะถูกคู่กรณีใช้อุบายหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงไว้เพื่อหลอกให้ทำสัญญาถือว่าตกลงชื้อขายเป็นการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉลเช่นจำเลยหลอกลวงว่าจำระด้วยเช็คและจำเลยมีฐานะดี ,ไม่เคยไปดูที่และจำเลยบอกว่าเนื้อที่ตรงตามส.ค.๑,ชี้ให้ดูที่ดินแปลงอื่นปกปิดเรื่องมีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน๕ไร่จาก๑๖ไร่,จำเลยทราบดีว่าที่ดินของตนมีน้อยกว่าที่ระบุในโฉนด แต่มิได้แจ้งให้โจทก์ทราบขณะทำการซื้อขาย จึงเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เป็นการกระทำฉ้อฉลโจทก์ไม่มีกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะใช้อายุความ ๑๐ ปี ๑๙๓/๓๐ ฎ ๙๓๔๗/๒๕๕๑
[2] ถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคลนอก จะเป็นโมฆียะเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายได้รู้หรือควรได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น หากเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวแม้คู่กรณีอีกฝ่ายจะไม่รู้หรือควรจะได้รู้ก็เป็นโมฆียะ
[3] กลฉ้อฉลเพื่อเหตุได้แก่ เจตนาซื้อเครื่องจักรอยู่แล้วจำเลยร่วมกันกลฉ้อฉลให้ซื้อราคาแพงกว่าปกติ,จำเลยโฆษณาว่ารถรุ่นใหม่สีเดิมแต่ที่จริงเปลี่ยนสีมาหลายครั้ง แต่รถยนต์ยังเป็นยี่ห้อเดิมที่โจทก์ต้องการชื้อ กลฉ้อฉลมิได้ถึงขนาดถ้ามิได้มีจะไม่ซื้อ เพียงแต่ยอมรับข้อกำหนดหนักขึ้นเท่านั้น
[4] กลฉ้อฉลโดยการนิ่ง  อ้างว่ามีที่ดิน ๑๐ ไร่ จริงมี ๔ ไร่ปรากฏว่าซื้อเพื่อขายให้บุคคลอื่นดังนี้จำนวนที่ดินถือว่าเป็นสาระสำคัญ,ทราบว่ามีการเวนคืนที่ดิน,การนิ่งเสียไม่แจ้งข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายมิได้รู้อันจะถือว่าเป็นการฉ้อฉลตาม.๑๖๒ นั้นต้องเป็นเรื่องที่ผู้นั้นมีหน้าที่ควรจะบอกจริงดังกล่าวด้วย กรณีไม่มีหน้าที่ต้องบอก ได้แก่ มีโครงการตัดถนนผ่านที่ดินที่จะขาย
[5] ตกลงซื้อขายที่ดินในสัญญาระบุว่า ๒๙ ไร่ วันจดทะเบียนได้ออกโฉนดมีที่ ๒๕ ไร่ขาดไป ๔ ไร่ปกติผู้ซื้อบอกปัดหรือจะรับไว้และใช้ราคาตามส่วน แต่โจทก์ไม่ทำแต่ได้ชำระเงินพร้อมกับทำสัญญากู้ยืมเงินครบตามราคาและออกเช็คล่วงหน้าโดยอ้างว่าการที่ทำสัญญายอมเพราะถูกขู่ว่าไม่ชำระเงินเต็มตามจำนวน จะไม่โอนที่ดินและจะทำให้เสียชื่อเสียงทางการค้าและมีภัยจากมวลชนที่ตกลงซื้อที่ดินในโครงการ เป็นเพียงการหาทางให้จำเลยชำระราคาที่เต็มตามที่ตกลงในสัญญาหาเป็นการข่มขู่อันถึงขนาดจะทำให้บันทึกเป็นโมฆะ ๕๒๔/๒๕๕๒
[6] ต้องใกล้จะถึงและถึงขนาด เช่นไม่ใช่เจ้าของรถแต่กลับกล่าวหาว่าโจทก์ถอนเอาอุปกรณ์ของรถคันดังกล่าวไปขายอันเป็นความผิดฐานยักนอกและบังคับให้ซื้อรถหากไม่ซื้อจะดำเนินคดี ,โจทก์เป็นกรรมการมีอำนาจเบิกถอนเงินของบริษัท โจทก์ได้เบิกเงินของบริษัทมาใช้ต่อรองกับจำเลยซึ่งได้มีมติให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อประโยชน์ส่วนตัวให้ใช้เงินค่าชดเชยอันเป็นการส่วนตัว๑๗๒๔/๔๘,กรณีไม่ใช่การข่มขู่เช่น  เข้าไปทวงหนี้พูดจากับลูกค้าว่าสินค้าโจทก์ไม่มีคุณภาพและบอกร้านค้าใกล้เคียงว่าเป็นหนี้ไม่ชำระ เป็นเพียงพฤติการณ์และการกระทำการที่ไม่เหมาะสมเท่านั้น ไม่เป็นอันตรายที่ใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาด ๒๖๒๔/๒๕๕๑
[7] การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ก็คือ การขู่ว่าจะใช้สิทธิอันผู้ขู่นั้นมีอยู่โดยวิธีการปกติที่ผู้มีสิทธิอย่างผู้ขู่เยาใช้กันนั้นเองทั้งสิทธิตามปกตินิยมนี้ต้องเป็นสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เช่น ขู่ว่าไม่ทำหนังสือรับสภาพหนี้จะไม่ส่งสินค้า  ,การไฟฟ้าแจ้งผู้ใช้บริการนำเงินค่าละเมิดมาใช้ไม่ชำระจะตัดไฟฟ้า,ทำสัญญาประนีประนอมไม่ยอมจะฟ้องเสียชื่อเสียง,ลูกจ้างทุจริตการเงินไม่ยอมลาออกจะดำเนินคดี,ทำสัญญาชื้อที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยมีที่ดินสาธารณะปนไม่ยอมคืนเงินจะจะฟ้องให้ติดคุก
[8] การแสดงเจตนาไปถึงผู้รับ ไม่ว่าผู้รับการแสดงเจตนาจะยอมรับหรือไม่หรือมีผู้รับไว้แทนหรือไม่ หรือไม่มีผู้ใดยอมรับก็ตามเช่น ส่งหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้โดยมีบุคคลระบุว่าเป็นย่ารับแทน,เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์นำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปส่งให้ผู้เช่าที่ภูมิลำเนาแม้ไม่พบผู้เช่าและไม่มีผู้ใดรับไว้,คู่กรณีที่เป็นนิติบุคคลแม่ไม่มีตัวแทนของจำเลยเป็นผู้รับเอกสารก็ถือว่าไปถึงผู้รับแล้ว
[9] หลักของมาตรา ๑๖๙ ต้องดูเทียบกับมาตรา ๓๖๐ หมายความว่าหากเป็นเรื่องของการแสดงเจตนาเรื่องการทำคำเสนอและคำสนองตามม.๓๖๐ ได้บัญญัติว่ามิให้นำม.๑๖๙ วรรคสองมาใช้บังคับ หากขัดกับเจตนาอันผู้เสนอได้แสดงหรือว่าก่อนจะสนองรับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้อยู่แล้วว่า ผู้เสนอตายหรือตกเป็นคนไร้ความสามารถ เช่น สัญญาเช่ามีข้อกำหนดว่าครบสัญญาผู้ให้เช่าจะให้ผู้เช่าอยู่ต่อไป ผู้ให้เช่าตายคำมั่นไม่ระงับ แต่คำมั่นมีผลผูกพันในการต่ออายุครั้งต่อไป การที่แสดงเจตนาสนองรับเป็นเรื่อง ม.๓๖๐ เมื่อจำเลยทราบว่าผู้ให้เช่าตายและทราบว่าผู้ให้เช่าตายย่อมไม่มีผลบังคับและไม่ตกทอดไปถึงทายาท  หนังสือต่อสัญญาจึงไร้ผล

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น