หมวด ๓
โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม
มาตรา ๑๗๒ โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้
และ[1]ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะ[2]ยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้
ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ
มาตรา ๑๗๓ ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะ
นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น[3] เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าคู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้
มาตรา ๑๗๔ การใดเป็นโมฆะแต่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะ
ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ ถ้าสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า
หากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้ว
ก็คงจะได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะนั้น
(๑) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วแต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม
(๒) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว
หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
แล้วแต่กรณีแต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์
(๓) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือ ถูกข่มขู่
(๔) บุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว
ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม
ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้างโมฆียะกรรมนั้นได้
มาตรา ๑๗๖ โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว
ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก และให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม
ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน
ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ
เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ
นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ
ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามวรรคหนึ่ง
เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม
มาตรา ๑๗๗ ถ้าบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา
๑๗๕ ผู้หนึ่งผู้ใด
ได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม
ให้ถือว่าการนั้นเป็นอันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก
แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก
มาตรา ๑๗๘ การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม
ย่อมกระทำได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มีตัวกำหนดได้แน่นอน
มาตรา ๑๗๙ การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น
จะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมดสิ้นไปแล้ว
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งเป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลวิกลจริต ผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา ๓๐ จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่งโมฆียะกรรมนั้นภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ
คนเสมือนไร้ความสามารถหรือในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกล แล้วแต่กรณี
ทายาทของบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ
จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้นับแต่เวลาที่ผู้ทำนิติกรรมนั้นถึงแก่ความตาย
เว้นแต่สิทธิที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ตายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับ ถ้าการให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม
ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
มาตรา ๑๘๐ ภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตามมาตรา
๑๗๙ ถ้ามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยโมฆียะกรรมโดยการกระทำของบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา
๑๗๕ ถ้ามิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใดให้ถือว่าเป็นการให้สัตยาบัน
(๑) ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(๒) ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว
(๓) ได้มีการแปลงหนี้ใหม่
(๔) ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น
(๕) ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(๖) ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
มาตรา ๑๘๑ โมฆียะกรรมนั้นจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้
หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น
[1]
ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์
หากนิติกรรมที่กล่าวอ้างเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน เช่น
บุคคลผู้สืบสิทธิหรือรับโอนสิทธิจากคู่กรณี
[2]
เป็นโมฆะย่อมถือเสมือนว่าไมมีการทำนิติกรรมไม่จำเป็นต้องเพิกถอนอีก,มิได้กำหนดระยะเวลาไว้ไม่มีการจำกัดเวลาและไม่อยู่ภายใต้บังคับกำหนดอายุความม.๑๙๓/๓๐
๓๔๒๓/๔๙ เช่นสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายโดยไม่สุจริตไม่มีการชำระเงินกันจริง
เป็นโมฆะตาม ๑๕๕ ไม่ใช่ม.๒๓๗ ไม่อยู่ในบังคับ ๑ปี
[3]
สัญญากู้ยืมเงินมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมาย(อันเป็นดอกเบี้ยต้องห้ามตามม.๖๕๔และพรบ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯม.๓(ก)
เรียกเงินต้นได้ แต่เรียกดอกเบี้ยไม่ได้ แต่สามารถเรียกดอกเบี้ยตามม.๒๒๔
ได้,โจทก์ฟ้อง พรบ.เช็ค ฯต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
ผลของสัญญาประนีประนอมย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป
ม.๘๕๒โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอม
แม้จะเลยจะไม่ชำระหนี้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก
ดังนั้นหนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีเป็นอันเลิกกันตามพรบ.ว่าด้วยความรับผิดจากการใช้เช็คม.๗
คดีย่อมระงับตามปวิอ.ม.๓๙
ถึงแม้สัญญาประนีประนอมจะมีข้อยกเว้นว่าการตกลงประนีประนอมไม่มีผลในคดีอาญาแต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นวัตถุประสงค์ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้งตกเป็นโมฆะ
๑๕๐ ข้อตกลงแยกออกจากต่างหากจากสัญญาประนีประนอมฯข้ออื่นได้ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งหมดม.๑๗๓,สัญญาประนีประนอมยอมความตามกันในคดีแพ่งโดยมีข้อตกลงที่ให้มีการถอนฟ้องคดีอาญาอยู่ด้วยแม้ข้อตกลงคดีอาญามีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบฯ
ซึ่งตกเป็นโมฆะตามม.๑๕๐
ก็ถือว่าเป็นส่วนที่แยกออกจากข้อตกลงประนีประนอมส่วนอื่นที่สมบูรณ์ได้,การนำจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด
มาแทนเป็นเงินที่ต้องชำระตามสัญญาชื้อขายบ้านและที่ดิน
แม้ราคาที่กำหนดในสัญญาซื้อขายจะรวมเอาต้นเงินซึ่งผู้ให้กู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมายไว้ด้วยก็ตาม
ก็ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะทั้งหมด(สัญญาชื้อขายเป็นโมฆะทั้งหมด)(มิได้เจตนาแบ่งแยกซื้อขายที่พิพาทบางส่วนในราคาเท่ากับต้นเงินที่ค้างชำระ)
โจทก์ฟ้องขับไล่ไม่ได้ ๑๐๘๕๒/๒๕๕๑
[4]
ม.๑๗๕
ระบุบุคคลไว้แล้วหากเป็นบุคคลอื่นนอกจากที่กฎหมายบัญญัติจึงไม่มีสิทธิบอกล้าง
[5]
กรณีถือว่าเป็นการบอกล้าง กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ การที่จำเลยปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาอ้างว่าถูกข่มขู่ถือว่าเป็นการบอกล้าง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น