หมวด ๒
การแสดงเจตนา
มาตรา ๑๕๔ การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม
[1]หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น
มาตรา ๑๕๕ การแสดง[2]เจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ
แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้[3]บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้
ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่อ[4]อำพรางนิติกรรมอื่น
ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ
มาตรา ๑๕๖ การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ
ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่งได้แก่
ความสำคัญผิด[5]ในลักษณะของนิติกรรม
ความสำคัญผิด[6]ในตัวบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมและความสำคัญผิด[7]ในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรม[8]เป็นต้น
มาตรา ๑๕๗ การแสดงเจตนา[9]โดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ
ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง
ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ
ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิดดังกล่าวการอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา ๑๕๘ ความสำคัญผิดตามมาตรา ๑๕๖ หรือมาตรา
๑๕๗ ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดงเจตนาบุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ได้
[1] ทำบันทึกระบุว่าเป็นหนี้ตามเช็คโดยมิได้ระบุว่าทำการแทนบริษัทแสดงให้เห็นถึงการที่จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเป็นส่วนตัวยอมผูกพันตนเป็นเข้าเป็นลูกหนี้อีกคนหนึ่ง
เมื่อโจทก์ไม่รู้เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจจึงต้องผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น
๗๖๐๒/๒๕๕๓ ,
[2]
การแสดงเจตนาลวง หมายความว่า การแสดงเจตนาที่คู่กรณีทั้งสองรู้กันอยู่ว่าตนไม่ได้ประสงค์ที่จะให้การแสดงเจตนาที่ออกมานั้นมีผลผูกพันกันตามกฎหมายจริงๆ
แต่กระทำไปเพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นไดมีการทำนิติกรรมกันจริงๆ
เช่น จดทะเบียนหย่ากันเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีแต่ยังคงอยู่กินและอุปการะเลี้ยงดูเสมือนมิได้หย่า(๕๖๙๐/๕๒),การสมคบกันจดทะเบียนโอนขายที่ดินไม่มีการชำระเงินกันจริง
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหนี้บังคับโอนที่ดินตามสัญญา,เจ้าของที่ดินโอนขายที่ดินให้ผู้อื่นโดยมิได้ซื้อขายกันจริง,เจ้าของที่ดินทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินให้ผู้อื่นโดยมิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หาแต่กระทำไปเพื่อที่จะให้ผู้นำที่ดินไปจำนองไว้กับสหกรณ์แล้วเอาเงินมาให้เจ้าของที่ดินใช้สอย
นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะและเป็นผลให้ที่ดินดังกล่าวไม่เคยตกทอดไปเป็นของผู้รับแต่ยังคงเป็นเจ้าของดินมาโดยตลอด
(๑๐๑๖/๑๓),การทำโอนสิทธิตามสัญญาเช่าชื้อเพราะต้องการบัตรติดรถยนต์สำหรับใช้ทางลัดผ่านทางเข้าออก๖๘๘๖/๒๕๔๒ป,เมื่อเป็นโมฆะผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นได้ตาม
ม๑๗๒,
[3] จะยกสู้บุคคลภายนอกที่กระทำโดยสุจริต
และ ต้องเสียหาย สุจริตหมายความว่าไม่รู้ถึงการที่คู่กรณีได้แสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันแล้ว
และบุคคลภายนอกต้องเสียหายก็จะยกขึ้นสู้บุคคลภายนอก
และเมื่อบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองเช่นนั้นแล้วบุคคลที่ได้รับโอนทรัพย์ต่อจากบุคคลภายนอกก็ย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกันเช่นจำเลยที่
๑ชื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อโอนให้แก่จำเลยที่๒จำเลยที่๓ ๆ
ก็ได้รับความคุ้มครอง
[4] อำพรางนิติกรรมอื่น
หมายความว่าเป็นเรื่องที่คู่กรณีแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรมนิติกรรมแสดงให้ปรากฎออกมาโดยไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามกฎหมายส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งอำพรางปกปิดไว้
โดยคู่กรณีประสงค์ให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้มีผลบังคับ
(เพราะฉะนั้นนิติกรรมต้องเป็นคู่กรณีเดียวกัน)
เช่นทำสัญญาขายฝากอำพรางนิติกรรมกู้ยืมต้องบังคับตามสัญญาขายฝากโดยถือว่าสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานว่าได้มีการกู้ยืมและมอบโฉนดที่ดินให้อีกฝ่ายไว้ประกันเงินกู้เท่านั้น
(ฎ๔๖๘๖/๕๒),ไม่มีสิทธิเรียกให้คืนโฉนด
แต่สัญญาขายฝากพิพากษาให้เพิกถอน,สัญญาขายฝาก อำพรางนิติกรรมจำนอง
ขายฝากเป็นโมฆะตาม ๑๕๕ว.๑ ต้องบังคับจำนองตาม ๑๕๕ว.๒
ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโมฆะตาม๗๑๔
แต่ถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม,ชื้อขายอำพรางกู้เงิน
บังคับตามสัญญากู้เงินและถือว่าสัญญาชื้อขายเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินม.๖๕๓,เจตนาทำขายฝาก
อำพรางเป็นชื้อขาย ชื้อขายเป็นโมฆะ บังคับตามขายฝาก
แต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ม.๔๙๑ ประกอบม.๔๕๖ เป็นโมฆะผลเป็นไปตาม
๑๗๒ ว.๒ จะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมตามหลักว่าด้วยลาภมิควรได้,เจตนาทำสัญญาให้ที่ดินแต่อำพรางเป็นซื้อขาย
สัญญาให้เป็นโมฆะ๑๕๕ว.๑ บังคับตามสัญญาชื้อขาย ๑๕๕ว.๒
การจดทะเบียนนิติกรรมขายมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคือที่ดินเช่นเดียวกับนิติกรรมให้ต่างกันเพียงมีค่าตอบแทนกับไม่มีค่าตอบแทนย่อมถือได้ว่ามีการจะเบียนขายทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนแล้ว(ม.๔๕๖,๕๒๕)๖๓๔๒/๕๒,กรณีคู่กรณีตั้งใจทำนิติกรรมอย่างหนึ่งแต่อีกฝ่ายไม่ยอมรับโดยขอให้ทำนิติกรรมอีกอย่างหนึ่งและฝ่ายแรกก็ตกลงไม่เป็นนิติกรรมอำพรางเพราะถือว่าคู่กรณีมีความประสงค์จะผูกพันกันตามนิติกรรมที่ทำขึ้นอำพรางเช่นต้องการซื้อรถเงินไม่พอ
จึงให้โจทก์ชำระเงินให้ผู้ขาย
แล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อจำนั้นทำเป็นสัญญาเช่าชื้อไม่ถือว่าเป็นการทำสัญญาชื้อขายอำพรางเช่าชื้อ๒๘๙๙/๒๕๔๕,
[5]
เจตนาขายไม่มีเจตนาจำนอง
,ให้มารดาซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกรับมรดกและโอนขายให้จำเลยโดยอาศัยความไม่รู้หนังสือ
,จำเลยทำหนังสือมอบอำนาจปลอมให้เจ้าของลงนามโดยหลอกว่าเป็นสัญญาเช่าจริงเป็นมอบอำนาจให้ขายนา
[6]
จำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิมาหลอกขายให้โจทก์โดยโจทก์เข้าใจว่ามีสิทธิครอบครองโอนสิทธิและเอาไปออกเอกสารสิทธิได้เป็นการสำคัญผิด,ทำสัญญาเช่าโอยเข้าใจว่าผู้นั้นยังเป็นเจ้าของ,การรับจำนองจากผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน
[7]
ชี้ให้ดูที่ดินของบุคคลอื่นว่าเป็นแปลงเดียวกับที่ดินจะขายถือว่าไม่ได้เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง(เป็นการสำคัญผิดในทรัพย์สินที่จะต้องส่งมอบแก่กันตามสัญญาชื้อขายโดยสัญญาซื้อขายถือเอาตัวทรัพย์เป็นสาระสำคัญ
[8]
ความสำคัญผิดอื่นๆ ได้แก่ สัญญาชื้อขายที่สำคัญผิดในราคา
,สัญญาประกันชีวิตสำคัญผิดว่าผู้ขอเอาประกันมีชีวิตอยู่,กรณีมิใช่ความสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ
ได้แก่
โจทก์จดทะเบียนให้แก่จำเลยเพราะหลงเชื่อว่าจำเลยได้โอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีบุตรแล้วเป็นเรื่องโจทก์แสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉล
ซึ่งหากโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวการจดทะเบียนโอนที่ดินคงมิได้เกิดขึ้น
[9]ม.๑๕๗
การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดของบุคคลหรือทรัพย์สิน
เป็นกรณีที่ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นได้มีการแสดงเจตนาทำนิติกรรมกับบุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรมหรือทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมโดยถูกต้องแล้ว
เพียงแต่ผู้แสดงเจตนานั้นสำคัญผิดว่าบุคคลหรือทรัพย์สินนั้นมีคุณสมบัติอย่างใดที่ปรากฎในภายหลังว่าไม่ตรงต่อความจริง,
ตามสัญญาจะซื้อขายคอนโดตั้งอยู่บนที่ดิน ๓๘๐ ตารางวา
แต่ความจริง ๒๐๐ ตารางวา เป็นผิดเงื่อนไขสัญญา
การผิดเงื่อนไขในเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งอาคารชุด มิใช่สาระสำคัญแห่งการทำสัญญา
มิใช่สาระสำคัญแห่งการทำสัญญาจะซื้อจะขายอันเป็นโมฆะ
เพราะเป็นการตกลงจะซื้อจะขายอาคารชุดมิใช่ที่ดิน ห้องชุดจึงเป็นทรัพย์สินอันเป็นวัตถุของนิติกรรม
การผิดเงื่อนไขในจำนวนเนื้อที่ดินจึงเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติของอาคารชุดอันเป็นโมฆียะ
ม.๑๕๗ ต้องบอกล้างภายใน ๑ ปี หรือ ๑๐ ปีตามม.๑๘๑ ฎ๒๔๙๓/๒๕๕๓ ,ตกลงซื้อห้องชุด ๘ห้องโดยมีความประสงค์ได้ห้องบนสุด
การที่จำเลยไปขออนุญาตดัดแปลงไปจาก ๒๗ เป็น๓๐ ชั้น
ไม่แจ้งให้จำเลยทราบต่อมาจำเลยรับโอนโดยเข้าใจว่าเป็นชั้นบนสุด
นิติกรรมการโอนเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ซึ่งถือว่าเป็นสาระสำคัญ
หากโจทก์ทราบคงไม่รับโอน ผลเป็นโมฆียะ มีสิทธิบอกล้างตาม
ม.๑๗๖เมื่อไม่บอกล้างห้องยังเป็นของโจทก์อยู่
การที่โจทก์โอนห้องชุดคืนให้จำเลยและจำเลยโอนชั้นที่ ๒๙และชั้นที่ ๓๐
ให้ถือว่าต่างโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่กัน อันเป็นการแลกเปลี่ยนให้นำลักษณะซื้อขายมาใช้
ค่าธรรมเนียมต้องออกใช้เท่ากัน ม.๔๕๗ (๕๑๘,๕๑๙)ฎ ๓๙๔๒/๒๕๕๓ ,ทำสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษโดยโจทก์ไม่รู้ว่ามีที่ดินราชพัสดุคั่นอยู่
เป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินที่เช่าซึ่งปกติเป็นสาระสำคัญ
การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ และไม่ใช่กรณีเรื่องความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าตามม.๕๔๙,๕๕๑
เมื่อมีหนังสือบอกเลิกสัญญามีผลเท่ากับเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรมต้องถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก
ต้องคืนสู่ฐานะดังเป็นอยู่เดิมตามม.๑๗๖ ฎ๓๑๐๕/๒๕๕๓ ,ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพื่อประกอบธุรกิจปลูกบ้าน
ต่อมาโจทก์ทราบว่าที่ดิน ๒ใน ๓
ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลจึงต้องห้ามมิให้ทำการปลูกสร้างอาคาร
ย่อมถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์สินซึ่งโดยปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ
ม.๑๕๗ ฎ ๓๒๘๕/๒๕๕๓,ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารเพื่อประกอบกิจการโดยไม่รู้ที่ดินและอาคารดังกล่าวถูกเวรคืน,การทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโดยไม่รู้ว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือเป็นที่ดินที่มีคำสั่งห้ามโอนเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะชื้อ,หรือไม่รู้ว่าอยู่ในเขตห้าก่อสร้าง,กรณีไม่ใช่การสำคัญผิด
ได้แก่ ทำสัญญาประนีประนอมยอมขายให้เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นทายาทของเจ้ามรดกเป็นเรื่องการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดต่อฐานะทางกฎหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลซึ่งตามปกติย่อมเป็นสาระสำคัญไม่เป็นโมฆียะ,ผลของการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดได้แก่
เมื่ออีกฝ่ายบอกล้างการอันเป็นโมฆียะเป็นโมฆะมาตั้งแต่แรกคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามม.๑๗๖
ไม่มีความผูกพันและต้องบอกล้างภายใน ๑ ปีนับแต่เวลาที่อาจให้สัตนาบันได้หรือภายใน
๑๐
ปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมม.๑๘๑,การผิดเงื่อนไขในเนื้อที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารชุดมิใช่สาระสำคัญเพราะจะซื้อขายอาคารชุดมิใช่ที่ดินห้องชุดเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมการผิดเงื่อนไขจำนวนที่ดินจึงเป็นเพียงการสำคัญผิดในคุณสมบัติเป็นโมฆียะต้องบอกล้างภายในเวลาที่กำหนดม.๑๘๑,รถยนต์ที่จำเลยเช่าชื้อมีสภาพเก่าแต่เป็นคันเดียวตรงกับสภาพการเช่าชื้อต่อมาพบว่าหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องยนต์มีการปลอมแปลงไม่ตรงกับที่เช่าชื้อเป็นการสำคัญผิดในคุณสมบัติซึ่งปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ๕๖๘/๔๑
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น